error! :: LOXLEY Public Company Limited ::

      Loxley Hits Both Revenue and Net Profit’s Targets for the First Half of 2014. The Second Half is Bright with Concrete Revenue and Net Profit to Pursue a Sustainable Growth.

      Loxley Hits Both Revenue and Net Profit’s Targets for the First Half of 2014. The Second Half is Bright with Concrete Revenue and Net Profit to Pursue a Sustainable Growth.

      แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น วันที่ : 2014-08-28

      Mr. Chalermchoke Lamsam, Loxley’s Senior Executive Vice President, reveals the first half of 2014’s revenue of 7.46 billion Baht, increasing by 2% compared to that of the same period of 2013. An increase of revenue stems mainly from project based and trading businesses. Net profit is recorded at 159 million Baht for the first six months of 2014 which declines from the normalized net profit of 303 million Baht in the same period of 2013. This is due to a relatively thin gross margin from project based business. However, it is expected that the operating performance will improve in the second half of this year because Loxley will start record the revenue from the current order backlog, whose gross margin is relatively high, during this period.

      Mr. Chalermchoke states further that overall, the performance in the second half of 2014 of the company should be better than the first half. The strong revenue base of the company is very promising. The current order backlog of 9.4 billion Baht (63% will be recorded as the second half of 2014’s revenue) will support project based business while recurring income of 2.5 billion Baht is sustained for trading and service businesses. Project based business will have an additional upside from the high potential project of approximately 22.35 billion Baht if the government’s projects are to be taken place as planned. Construction materials trading and inter-trade transactions will help boost the growth of trading and service business’ overall 2014 revenue.

      Loxley targets a continuous growth in revenue with a strong revenue base of 15 billion Bath, high potential project as well as new business expansion

      Project based business

      Project based business remains the core revenue generator of the company. It comprises of 3 major businesses, including ICT and Telecommunication, Technology, and Project based. The revenue from this business is recorded at 9.50 billion Baht in 2012, 10.16 billion Baht in 2013, and 5.02 billion Baht in the first half of 2014. It is believed that the revenue from project based business will be a key player to sustain a company’s overall growth with the following supporting factors:

      •    Order backlog at the level of 10 billion Baht: Loxley’s strength relies on recurring project order backlog which generates revenue of 2.6 – 4.5 billion Baht per year on average. Loxley has an advantage in terms of competitive landscape because work reference is required in bidding and projects come mostly from those existing clients. The projects occur when expansion is needed and it is more beneficial to the clients to use the same contractor who is professional and knowledgeable in the field.
      •    High potential of 22.35 billion Baht: Major projects include Airport-related projects of 10 billion Baht, Digital TV project of 3.78 billion Baht, ICT system project of 1.79 billion Baht, Transmission line project of 1.89 billion Baht, Power substation project of 1.43 billion Baht, and Construction material project of 0.58 billion Baht.
      •    Projects under NCPO 2.4 trillion baht transport infrastructure plan.
      •    Others project in AEC: They are the project under studying process.


      Trading and Service businesses

      Trading and service businesses record the revenue of 4.64 billion Baht and 4.77 billion Baht in 2012 and 2013, respectively. The revenue from these businesses is essential to generate a recurring income for Loxley which accounts for approximately 4.80 billion Baht per year on average. Core products include consumer products, chemical products, construction materials, and auto parts.

      •    A construction material trading grows consistently which is driven by the expansion of MRT stations’ roof.
      •    Loxley Inter-trade has already established a base in Guangzhou, China and other ACE countries which include Laos, Vietnam, Cambodia, and Myanmar. Loxley’s distributed products include consumer products, chemical products, construction materials, and auto parts.
      •    Service business emphasizes on total solution service and targets both aviation clients and private sector clients.

      Net profit has a bright future with a solid base from associates’ profit sharing, a growing profit from business expansion, and expenses control policy

      Loxley’s net profit structure can be perceived differently from others’ because the company has recurring net profit from the joint venture business. This recurring profit accounts for 380-740 million Baht per year for the last 3 years or 600 million Baht per year on average. Although the profit sharing shrinks in the second quarter of 2014, it happens from external factors like an impact from the change in the foreign exchange rate.

      In conclusion, Loxley’s overall revenue will grow continuously from a concrete revenue base of 15 billion Baht together with increasing revenue from project based, trading, and service businesses. Despite a fierce competition in the market, the company will put all of its effort to record higher net profit. Recurring profit from associates is one of the company key’s strength. Expenses control policy is proved to be successful with current expenses reduction of 10%. This is another driver that the company can increase its net profit by not having to encounter any rivals. In the end, it is believed that the net profit will hike but the question is “how high it can be?” The answer is up to the whole year performance as well as the expanding business plan from all the associates which should be a positive influence for Loxley.


      ครึ่งปีแรกล็อกซเล่ย์ทำรายได้และกำไรตามเป้า ครึ่งปีหลังแนวโน้มสดใส ชูธงฐานรายได้และกำไรที่แข็งแกร่ง

      นายเฉลิมโชค ล่ำซำ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายได้ครึ่งปีแรกของปี 2557 ที่ 7,456 ล้านบาท ซึ่งโตขึ้น 2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งสายงานธุรกิจโครงการ และสายงานธุรกิจการค้า โดยมีกลุ่มสถานีไฟฟ้าย่อย และกลุ่มวัสดุก่อสร้างเป็นแกนนำในการเพิ่มรายได้ โครงสร้างรายได้หลักยังคงมาจากสายงานธุรกิจโครงการซึ่งมีสัดส่วนที่ 67% ส่วนสายงานธุรกิจการค้าและสายงานธุรกิจบริการมีสัดส่วนที่ 27% และ 6% ตามลำดับ ภาพของกำไรในครึ่งปีแรก กำไรสุทธิจำนวน 159 ล้านบาท ลดลงจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจากรายการปกติ 303 ล้านบาท โดยเป็นผลจากงานโครงการที่ทำรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกนั้นบางโครงการมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ จึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 13% จาก 15% ในงวดเดียวกันของปีกอน ทั้งนี้บริษัทคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากงานในมือที่จะรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลังมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้สาเหตุที่กำไรลดลงยังเป็นผลมาจากธุรกิจร่วมทุนที่ผลประกอบการของบริษัทร่วมปรับตัวลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่แล้ว โดยที่ส่วนแบ่งกำไรจาก 390 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ระดับ 284 ล้านในปีนี้ ซึ่งเกิดจากต้นทุนของวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบจากจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ปรับสูงขึ้น

      ในครึ่งปีแรกถือว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามประมาณการที่วางไว้โดย Key achievement หลักๆทั้งจากการรักษาฐานงานในมือในระดับ 10,000 ล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจการค้าและบริการมีการปูทางไปใน AEC ที่ชัดเจนที่เราเตรียมพร้อมทั้งคู่ค้าและพันธมิตรสำหรับการก้าวสู่ตลาดใหม่ รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายซึ่งในครึ่งปีแรกบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายลงประมาณ 10%

      สำหรับภาพรวมของครึ่งปีหลัง นายเฉลิมโชคกล่าวว่ารายได้น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก จากฐานรายได้ที่ค่อนข้างชัดเจน ทั้งจากงานธุรกิจโครงการที่มีงานในมือ 9,400 ล้านบาท ซึ่ง 63% จะเป็นรายได้ในครึ่งปีหลัง และจากธุรกิจการค้าและบริการที่มีฐานรายได้ที่เป็น Recurring Income สำหรับครึ่งปีหลังอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยธุรกิจโครงการจะมีงานในกลุ่ม High Potential สำหรับครึ่งปีหลังประมาณ 22,346 ล้านบาท ส่วนธุรกิจการค้าและบริการจะมีงานในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและงาน Intertrade เป็นตัวผลักดันการเติบโตของรายได้รวมสำหรับปี 2557 

      จากฐานรายได้ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ที่โตอย่างต่อเนื่องโดยมีงาน High Potential และการขยายธุรกิจใหม่ๆ เป็นตัวผลักดันการเติบโตของรายได้


      กลุ่มธุรกิจงานโครงการจะยังคงเป็นรายได้หลักของกลุ่ม โดยทั้งจากสายงานไอซีทีและโทรคมนาคม สายงานเทคโนโลยี และสายงานโครงการ ที่มีรายได้ 9,499 ล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มเป็น 10,158 ล้านบาทในปี 2555 และ 5,019 ล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2557 รายได้ในกลุ่มนี้จะเป็นแกนสำคัญที่จะสร้างรายได้รวมของล็อกซเล่ย์ให้มีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก

      •    งานในมือในระดับหมื่นล้าน สามปีที่ผ่านมาล็อกซเล่ย์สามารถรักษางานในมือในระดับหมื่นล้านไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดแข็งของล็อกซเล่ย์มาจากงานในมือที่เป็น Recurring Project งานในกลุ่มนี้เป็นงานที่ถือเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ และมีมูลค่างานที่ค่อนข้างชัดเจนเฉลี่ยประมาณปีละ 2,600 – 4,500 ล้านบาท ซึ่งล็อกซเล่ย์จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง ทั้งจากประวัติงานอ้างอิง และส่วนใหญ่เป็นงานจากฐานลูกค้าเดิม และเป็นการขยายงานจากระบบเดิม ซึ่งการใช้ผู้รับเหมาหรือผู้ให้บริการเดิมเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องที่ส่งผลดีต่อลูกค้าที่ชัดเจน งานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นงานที่ต้องดำเนินการตามแผนงานของลูกค้า ทั้งการ Upgrade ทุก 3-5 ปีตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป การบำรุงรักษาและการซ่อมแซม รวมทั้งการสร้างเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เช่น งานสถานีไฟฟ้าย่อย และงานโครงสร้างพื้นฐานของระบบสื่อสาร
      •    งานในกลุ่ม High Potential ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 22,346 ล้านบาท โดยหลักๆจะประกอบไปด้วย งานประมูลที่เกี่ยวกับสนามบิน 10,000 ล้านบาท งานดิจิตอลทีวี 3,780 ล้านบาท งานระบบไอซีที 1,787 ล้านบาท งานสายส่งไฟฟ้า 1,890 ล้านบาท งานสถานีไฟฟ้าย่อย 1,430 ล้านบาท และงานวัสดุก่อสร้างอีก 580 ล้านบาท
      •    งานในแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนการลงทุนของ คสช. มูลค่าประมาณ 2.4 ล้านล้านบาทโดยมี 5 แผนงานหลัก แบ่งเป็น 1) ยุทธศาสตร์รถไฟ มีโครงการหลักๆคือ รถไฟฟ้ารางคู่ 6 เส้นทาง 2) ยุทธศาสตร์ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพ และปริมณฑล เช่นรถไฟฟ้า 10 สาย 3) ยุทธศาสตร์ถนน เช่นโครงการถนนเชื่อมภูมิภาค  4) ยุทธศาสตร์ทางน้ำ และ 5) ยุทธศาสตร์ทางอากาศ เช่นโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2-5 นอกจากนี้ยังมีงานของ TOT ที่คสช.ได้นำมาพิจารณาใหม่อีกครั้งเช่น โครงการ 3 จี เฟส 2 โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 2 ล้านพอร์ต และโครงการวางสายใยแก้วนำแสงเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
      •    งานโครงการในกลุ่มประเทศ AEC ซึ่งปัจจุบันเราได้มีการศึกษาโครงการในประเทศต่างๆที่สำคัญคือ เมียนมาร์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเน้นโครงการด้านการสื่อสารที่ยังมีความต้องการสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของประเทศ


      กลุ่มธุรกิจการค้าและบริการ ซึ่งมีรายได้ที่ 4,637 และ 4,771 ล้านบาท ในปี 2555 และปี 2556 รายได้ของกลุ่มนี้เป็นฐานรายได้ที่สำคัญของงบการเงินรวมจากการสร้าง Recurring Income ที่เฉลี่ยปีละประมาณ 4,800 ล้านบาท โดยมีกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค กลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์  กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นแกนนำในการสร้าง Recurring Income จากฐานรายได้ระดับเกือบห้าพันล้านบาทต่อปี กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเติบโตที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก

      •    กลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีงานหลังคาสถานีรถไฟฟ้าเป็นตัวผลักดันหลัก ซึ่งจากงานในมือปัจจุบันของสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินเกือบ 500 ล้านบาท จะสามารถขยายงานต่อเนื่องตามแผนการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่มีงานในส่วนหลังคารวมกันมากกว่า 6,000 ล้านบาท
      •    กลุ่มล็อกซเล่ย์อินเตอร์เทรด ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนี้ได้เข้าไปวางรากฐานที่สำคัญในเมืองกวางโจว ประเทศจีน และในกลุ่ม AEC  ซึ่งได้แก่ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และ เมียนมาร์ กลุ่มผลิตภัณฑ์มีทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคกและบริโภค กลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์  กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิมที่ล็อกซเล่ย์มีความชำนาญ รวมทั้งการสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากการร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการจับมือกับกลุ่ม SME ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ไฮไลท์ของกลุ่มเป็นเมืองกวางโจว ประเทศจีน ที่ปัจจุบันเราได้ไปสร้าง Thai Corner ในร้านค้าในสถานีน้ำมันของกลุ่มไซโนเปคเกือบ 600 สาขา และการจำหน่ายสินค้าในโมเดินเทรดเกือบ 100 ร้านค้า รวมทั้งในประเทศเมียนมาร์ ที่จะนำสินค้าในกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นและกลุ่มสินค้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์เข้าไป โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศเมียนมาร์
      •    กลุ่มธุรกิจบริการที่เน้นการรักษาความปลอดภัยครบวงจร โดยมีสองฐานลูกค้าหลักคือลูกค้ากลุ่มสนามบินและลูกค้าเอกชนทั่วไป กลุ่มนี้ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี จากเดิมที่รายได้หลักมาจากสัญญารักษาความปลอดภัยที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นหลัก ปัจจุบันรายได้จากสนามบินสุวรรณภูมิดังกล่าวคิดเป็นเพียง 50% จากการขยายฐานลูกค้าทั้งในและนอกสนามบิน ซึ่งจากลูกค้าหนึ่งรายที่สุวรรณภูมิ ปัจจุบันมีลูกค้าเกือบ100 ราย จากการเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในบริการรักษาความปลอดภัย รวมทั้งการขายงานบริการที่เป็น Total Solution services  
      กำไรมีแนวโน้มที่ดี จากฐานกำไรที่แข็งแกร่งจากธุรกิจร่วมทุน การเพิ่มการเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก และตามแผนควบคุมค่าใช้จ่าย

      โครงสร้างกำไรของบริษัทถือว่าแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ จากกำไรที่จัดเป็น Recurring Net Profit จากธุรกิจร่วมทุนซึ่งตัวเลขในสามปีที่ผ่านมาในระดับปีละ 380 – 740 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 600 ล้านบาทที่จัดเป็น Recurring Net Profit โดยถึงแม้ในไตรมาสสองที่ผ่านมาจะมีตัวเลขส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราแลกเปลี่ยน และตามฤดูกาล และหากพิจารณาถึงแผนธุรกิจของบริษัทร่วมทุนหลักๆ โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นเอส บลูสโคป ในตลาดเหล็กเคลือบ (Coated Steel) ที่ปริมาณเหล็กเคลือบมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งห้าปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตกว่า 10% ทุกปี รวมทั้งแผนขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าหลักกลุ่ม Industrial and Commercial ได้มีการขยายไปสู่กลุ่ม SME และกลุ่มที่พักอาศัยมากขึ้น และปัจจัยที่จะผลักดันการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาจากการร่วมทุนกับกลุ่มนิปปอนสตีลแอนด์ซูมิโตโม เมทัลคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อผลิตเหล็กเคลือบชนิดใหม่ ซูเปอร์ ไดม่า (SuperDyma) เพื่อขยายไปยังตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยที่กลุ่มเอ็นเอส บลูสโคป จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซูเปอร์ ไดม่าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

      ในภาพสรุปรายได้รวมล็อกซเล่ย์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากฐานรายได้ที่ 15,000 ล้านบาท โดยมีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งรวมทั้งการเติบโตของรายได้ทั้งจากสายงานธุรกิจงานโครงการ และสายงานธุรกิจการค้าและบริการ สำหรับการเพิ่มกำไรถือว่าไม่ง่ายภายใต้การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจากจุดแข็งที่มี Recurring Net Profit จากธุรกิจร่วมทุน และแผนการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ ณ ตอนนี้เรามีค่าใช้จ่ายลดลง 10% นั่นหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องไปแข่งกับใคร แต่จะเพิ่มเท่าไหร่อย่างไรสำหรับสิ้นปีนี้ คงต้องรอดูตัวเลขทั้งปีทั้งจากธุรกิจหลักของล็อกซเล่ย์เอง และจากแผนขยายธุรกิจของบริษัทร่วมทุนที่น่าจะส่งผลบวกต่อกำไรในภาพรวม