error! :: LOXLEY Public Company Limited ::
    • NEWS & EVENTS

      Loxley Growing Revenue From Overseas Trading Unit

      Loxley Growing Revenue From Overseas Trading Unit

      แหล่งที่มา : The Nation วันที่ : 2015-06-09

      Loxley Growing Revenue From Overseas Trading Unit

                LOXLEY'Strading business group aims to double revenue from its international-trade unit from this year's estimated Bt350 million to Bt700 million by 2018, senior executive vice president Suraphand Bhasitnirandr said.


                He said in a group interview yesterday that the company would focus its international trade on three groups, namely China including Hong Kong, CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar and Vietnam), and Japan.


                "We have expanded our international-trade business since last year, which recorded total sales worth Bt200 million, and target Bt350 million this year, doubling to Bt700 million in 2018," he said.


                Last year, the trading business group recorded total sales worth Bt4.2 billion, Bt4 billion of which were domestic,and the remaining Bt200 million from international trade. This year, the company targets total sales from the trading business group worth Bt4.75 billion, of which Bt350 million will be from international market.


                Suraphand said Loxley's trading business group targeted revenue to grow by 10-15 per cent a year for the domestic market, and 30-40 per cent for international markets.


                To achieve the latter target, the company will invest Bt20 million to Bt30 billion on trading systems and human resources to expand its distribution channels overseas.


                Currently, Loxley has up to 3,000 distribution channels in mainland China through local strategic partners including Sinopec, China Resources Vanguard (CRV), Aeon, Ole and Jusco.


                In Hong Kong in does business in 153 supermarkets and convenience stores through CRV. It also has up to 600 distribution channels in Vietnam,25 supermarket channels in Myanmar, and 17 convenience-store channels in Laos.


                Loxley senior vice president Nattapon Dejvitak said the company also planned to increase its product lines to support demand overseas by collaborating with a number of Thai small and medium-sized enterprises that have quality products they need to export.


                At present, the company is collaborating with 200 SMEs nationwide, 150 of which make food products. To facilitate its growth targets, Nattapon said the company would increase the number of SME partners to 300 by 2018.


                Loxley's trading business group currently comprises six units: construction materials, chemicals, consumer goods and retail, automotive and services, IT and multimedia, and international trade. Up to 20 per cent of its total sales come from construction materials.


      THE NATION  Issued date 9 June 2015


      ตั้งเป้า 3 ปีรายได้โตเท่าตัวล็อกซเล่ย์รุกหนักตลาดอาเซียน-จีน-ญี่ปุ่น


                "ล็อกซเล่ย์" นำทัพสินค้าไทยลุยตลาดอาเซียน จีนและญี่ปุ่น วางเป้า 3 ปีโตเท่าตัว  ก่อนเบนเข็มรุกอินโดนีเซียและอินเดียต่อ เผยเตรียมควักเงิน 200-300 ล้านร่วมทุนเอสเอ็มอีไทย  สร้างความแข็งแกร่งด้านการจัดจำหน่าย คาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจฟื้น หลังสัญญาณบวกจากค่าเงินบาท การลงทุนภาครัฐ


                นายสุรพันธ์ ภาษิตนิรันดร์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคหรือคอนซูเมอร์ โปร ดักต์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มล็อกซเล่ย์เทรดดิ้งว่า นโยบายของบริษัทในปีนี้จะมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประ เทศเพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายภายในระยะ 3 ปีนับจากนี้จะมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือมีรายได้ราว 700 ล้านบาท  จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีรายได้ 150 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มล็อกซ เล่ย์เทรดดิ้งในปีนี้จะมีรายได้รวม 4 พันล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 15% แบ่งออกเป็นรายได้จากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 50% (ยอดขายในประเทศ 1,650 ล้านบาท และยอดขายต่างประเทศ 350 ล้านบาท), กลุ่มเคมีภัณฑ์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้างรวมกันอีก 50%


                โดยแนวทางการดำเนินงาน บริษัทมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  โดยปัจจุบันมีตลาดหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีและญี่ปุ่น  2. กลุ่มประเทศจีนและฮ่องกง แต่ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมขยายช่องทางการตลาดเพิ่ม โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับนักธุรกิจในประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย  เพื่อเป็นพันธมิตรในการนำสินค้าของบริษัทเข้าไปจำหน่ายด้วย  ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะส่งผลให้ยอดขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้


                สำหรับประเทศจีน ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายสินค้าประมาณ 2.18 พันแห่ง ทั้งรูปแบบร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกและร้านค้าส่ง อาทิ ไซโนเปค, แวนการ์ด, แวนโก, อิออน, จัสโก้  และโอเล่ เป็นต้น, ฮ่องกง มีสาขาร้านแวนการ์ดและแวนโก 20 สาขา, เวียดนามมี ร้านจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ กว่า 600 สาขา อาทิ ร้านโค-ออป มาร์ท, ซิตี้ มาร์ท, วินาเท็กซ์, มาร์ทช็อปแอนด์โก และบี สมาร์ท , เมียนมามีจุดจำหน่ายในร้านซิตี้ มาร์ทและโอเชียน ซูเปอร์เซ็นเตอร์ รวม 25 สาขา, สปป.ลาว มีจุดจำหน่ายในร้านเอ็ม พอยท์ มาร์ท และยูเอ็กซ์เพรส 17 สาขา และญี่ปุ่นมีการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในร้านขายยามัตซึโมโต คิโยชิ


                "ธุรกิจเทรดดิ้งในต่างประเทศ บริษัทให้ความสำคัญเพราะจะช่วยการเติบโตของธุรกิจการค้า เนื่องจากการทำตลาดในประเทศได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้  โครงการงานประมูลของภาครัฐการเบิกจ่ายงบยังชะลอตัว ทำให้เกิดความล่าช้าและงบประมาณที่ออกมาก็ยังไม่ไปตามแผน น่าจะมีการเบิกจ่ายเพียงครึ่งเดียว  แต่มีแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาพรวมในไตรมาสที่ 2 น่าจะดีกว่าไตรมาสแรก ขณะที่กลุ่มเทรดดิ้งในไตรมาสแรกมีการเติบโต 11-12%  ตลอดทั้งปีน่าจะเติบโตได้ตามเป้า 15% โดยเฉพาะธุรกิจการค้าในต่างประเทศ ภายใต้การดูแลของ ล็อกซเล่ย์อินเตอร์เทรด และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่มีงานอยู่ในมือมูลค่า 1  พันล้านบาท  และปีนี้มีงานส่งมอบมูลค่าราว 800 ล้านบาท"


                ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการประเมินในเรื่องของเงินบาทที่อ่อนระดับ 34 บาท การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น การเปิดโครงการประมูลงานของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ธนาคารโลกยังประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในอัตรา 3.5% ซึ่งมีความเป็นไปได้


                นายสุรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากบริษัทจะนำสินค้าของบริษัทเอสเอ็มอีไทยไปจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว บริษัทยังมีนโยบายในการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเตรียมเงินทุนไว้ปีละ 200-300 ล้านบาท เพื่อร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนที่เท่ากัน ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่บริษัทจัดจำหน่าย อาทิ ถั่วกรีน นัท น้ำปลาทิพรส อาหารกระป๋องนกพิราบ เป็นต้น


      ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558