error! :: LOXLEY Public Company Limited ::
    • NEWS & EVENTS

      “Loxley” Shows Strengths To Drive 2015 Growth

      “Loxley” Shows Strengths To Drive 2015 Growth

      แหล่งที่มา : ข่าวหุ้น วันที่ : 2015-10-12

      “Loxley” Shows Strengths To Drive 2015 Growth

      Mr. Dhongchai Lamsam, the president of Loxley Public Company Limited, discloses the 1H2015’s operating performance. Although the sluggish economy and the slowdown of government projects have an impact on the operating performance, he believes the overall performance of 2015 is still bright. The second half of 2015’s operating performance from all 4 businesses will drive both overall revenue and net profit. These include Technology, Trading, Service, and Joint Venture businesses.

      For Technology business, Loxley Group won the new projects for the total value of approximately 5 billion Baht during the first 6 months of 2015 despite the slowdown of government projects. The diversification of customers in different bureaucratic departments helps lessen the risk in not being awarded a project from only one customer.  Apart from that, the recurring revenue generated from maintenance and expansion from the existing projects also strengthens Technology business’ position in terms of revenue sustainability. The second half performance will be supported by current backlog of approximately 9 billion Baht, the government infrastructure project, the expansion of 4G, Digital TV phase 2 and the extension of telecommunication networks in AEC.

      For Trading business, the revenue comes from the sales of consumer products, chemical products, and construction materials. Despite a slow domestic consumption in the first half of 2015, Loxley can sustain the revenue from this business relatively well. The strength stems from the network of more than 30,000 shops and 500 factories nationwide. The 2015 second half’s performance will be driven by the order backlog from construction materials sales of approximately 800 million Baht, the penetration into the new market, namely HoReCa, and the expansion in overseas network of more than 2,000 outlets.

      For Service business, Loxley’s competitive advantage relies on the ability to comply with the new legislation where the general guards at the airport must be trained under an institution approved by the Department of Civil Aviation (DCA). The training centers approved by DCA are still limited in Thailand but Asia Security Management Co., Ltd. (ASM), Loxley’s subsidiary, has established such a center for several years. Currently, ASM has a strong foothold not only in an aviation industry but also a non-aviation industry.

      For Joint Venture business, the 2 major associates, including NS BlueScope Group and BP Castrol (Thailand), shows satisfactory performances in the first half of 2015 both in terms of revenue and net profit generation. It is believed that the second half of 2015 is still bright for both associates especially for NS BlueScope Group who will expand to a home appliance market.

      Last but not least, Loxley has a very strong financial position with a debt to equity ratio of only 1.08 times and an interest bearing debt to total equity of only 0.5 times. Additionally, Loxley has already refinanced the long-term loan with a cheaper financial cost. Moreover, with the resolution to issue bonds, if any, from the shareholders in the previous annual general meeting, Loxley has entered into a credit rating process and is rated at BBB+, an investment grade, from TRIS Rating. This means that Loxley is prompted to increase its capitalization in terms of loans and bonds. The strengths from 4 businesses with the room to increase more leverage will support the growth of Loxley in 2015 and in the next couple of years.
       

       

      “ล็อกซเล่ย์” ชูจุดแข็งดันยอดปี 2015

       

      นายธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่บางส่วนได้รับผลกระทบทั้งจากภาพรวมของเศรษฐกิจและงานภาครัฐที่ชะลอตัว แต่ยังมั่นใจภาพรวมทั้งปียังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังน่าจะเป็นตัวผลักดันทั้งรายได้และกำไรของทั้งปีจากทั้ง 4 ธุรกิจหลัก ซึ่งได้แก่ สายงานเทคโนโลยี สายงานธุรกิจการค้า สายงานธุรกิจบริการ และสายงานธุรกิจร่วมทุน ที่ได้มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

      สายงานเทคโนโลยี ในครึ่งปีแรกถึงแม้ว่างานภาครัฐจะชะลอตัว แต่กลุ่มบริษัทสามารถเก็บงานใหม่ได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากจุดแข็งที่ล็อกซเล่ย์มีกลุ่มงานที่หลากหลายทั้งกลุ่มงานโทรคมนาคม กลุ่มไอซีที กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี ที่มีฐานลูกค้ากระจายในหลายหน่วยงานของภาครัฐ และฐานลูกค้าภาคเอกชน รวมทั้งมีงานโครงการที่เป็น Recurring Project จากกลุ่มงานที่ต้องมีการดูแลรักษาและเพิ่มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของงานภาครัฐได้ ตัวผลักดันรายได้สำหรับครึ่งปีหลังของกลุ่มนี้ มาจากงานในมือ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาท รวมทั้งงานในกลุ่มที่อยู่ระหว่างติดตามที่มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท ส่วนด้านกำไรกลุ่มนี้มีทิศทางที่ดีขึ้นโดยจากอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งแรกของปีนี้ที่ร้อยละ 21 ที่เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 19 จากการโฟกัสในกลุ่มงานที่มี Margin สูงมากขึ้น สำหรับภาพระยะยาวของงานกลุ่มนี้ถือได้ว่ามีทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่ล่าสุดคาดว่าจะมีการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ประมาณ 140,000 ล้านบาท และในปีหน้าอีกประมาณ 530,000 ล้านบาท รวมทั้งงานอื่นที่อยู่ในกลุ่มงานหลักของเราจากส่วนต่อขยายของโครงสร้างโทรคมนาคมของงาน 4G และงานโครงการ Digital TV ระยะที่ 2 นอกจากนี้การเติบโตในด้านโครงข่ายโทรคมนาคมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเป็นปัจจัยเสริมสร้างการเติบโตของสายงานเทคโนโลยีในระยะยาว

      สายงานธุรกิจการค้า ที่มีแหล่งรายได้หลักมาจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าเคมี และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง ภายใต้การบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สายงานนี้ถือว่ายังรักษายอดรายได้ไว้ได้ จากจุดแข็งที่มี Network ในประเทศมากกว่า 30,000 ร้านค้า และกว่า 500 โรงงาน สำหรับภาพรวมของกลุ่มนี้ในปี 2015 ตามแผนคาดว่าจะรักษาฐานรายได้ที่เป็น Recurring  ในระดับ 4,000-5,000 ล้านบาทไว้ได้ โดยปัจจัยผลักดันการเติบโตในครึ่งปีหลังมาจากกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างที่มีงานในมือประมาณ 800 ล้านบาท และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากการสร้างตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาด HoReCa และสายงาน Intertrade ที่สามารถสร้าง Network ในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมากกว่า2,000 ร้านค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังของปีนี้ที่กลุ่ม Intertrade ได้เริ่มส่งออกขายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นของบีพี คาสตรอลไปยังประเทศเมียนมาร์ ในระยะยาวการเน้นสร้างผลิตภัณฑ์และ Network จะเป็นปัจจัยในการเพิ่มการเติบโต โดยมีสายงาน Intertrade จะเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มรายได้ของกลุ่มนี้จากการนำสินค้าของ SME ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตร SME มากกว่า 100 บริษัทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ รวมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีตามแผนการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานหลังคาของสถานีรถไฟฟ้า โดยมี synergy ที่ได้จากบริษัทร่วมคือ กลุ่มเอ็นเอส บลูสโคป ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กเคลือบที่เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับงานหลังคาสถานีรถไฟฟ้า

      สำหรับสายงานธุรกิจบริการในปีนี้บริษัทมีข้อได้เปรียบจากแนวทางของระเบียบกรมการบินพลเรือนที่จะกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในสนามบินสาธารณะต้องผ่านการฝึกอบรมในสถาบันที่กรมการบินพลเรือนให้การรับรอง ซึ่งหากมองในเชิงการแข่งขันสถาบันการอบรมในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัด ในขณะที่บริษัท เอเชีย ซิเคียวริตี้ เมเนจเม้นจ์ จำกัด หรือ ASM บริษัทย่อยของ  ล็อกซเล่ย์ มี Training center ซึ่งสามารถตอบโจทย์ของกรมการบินพลเรือนได้ จึงทำให้บริษัทมีจุดแข็งในการแข่งขัน นอกจากนี้บริษัทยังขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้ลูกค้าในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเข้ามาด้วย

      ด้านธุรกิจร่วมทุน ทั้ง 2 บริษัทร่วมหลักคือ กลุ่มเอ็นเอส บลูสโคปและ บริษัท บีพี - คาสตรอล (ประเทศไทย) จำกัด มีผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้งการขยายตัวของรายได้และความสามารถในการทำกำไร ในครึ่งแรกของปีนี้ทั้งสองบริษัทร่วมหลักมีผลดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าในครึ่งปีหลังกลุ่มธุรกิจร่วมทุนจะเป็นอีกปัจจัยที่สามารถผลักดันการเติบโตกำไรของกลุ่มล็อกซเล่ย์ได้ นอกจากนี้ตามแผนที่กลุ่มเอ็นเอส บลูสโคป ได้เพิ่มความแข็งแกร่งในการพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับกลุ่มนิปปอน สตีล เพื่อขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนโดยคาดว่าในปีหน้ารายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่จะผลักดันการโตขึ้นของรายได้ได้อย่างเต็มที่

      ในส่วนการขยายธุรกิจ เรามีหลายธุรกิจที่อยู่ระหว่างการศึกษา ตัวที่เด่นๆ อย่างเช่น โครงการนำร่องใช้รถไฟฟ้าของขสมก. ซึ่งจากเดิมที่จะใช้รถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมและพิจารณาให้มีการใช้รถไฟฟ้าแทน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการใช้รถไฟฟ้านำร่องประมาณ 200 คันก่อน ซึ่งโครงการนี้เรามีพันธมิตรหลักคือ BYD จากประเทศจีนที่เป็นผู้นำเรื่องรถไฟฟ้า ปัจจุบันถือว่าโครงการนี้มีความคืบหน้าในทางที่ดี  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง ล็อกซเล่ย์ กับ BYD เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโครงการนี้ รวมทั้งในการต่อยอดสร้างกลุ่มพลังงานให้โตขึ้นจากฐานเดิมในธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งในเร็วๆนี้ น่าจะเห็นความคืบหน้าของการต่อยอดสายธุรกิจพลังงานด้วยธุรกิจพลังงานทดแทนจากขยะ และธุรกิจ Biogas

      อีกจุดแข็งที่สำคัญ กลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์ถือว่ามีความแข็งแกร่งทางการเงินที่ชัดเจน ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 1.08 เท่า ซึ่งถ้าหากพิจารณาเฉพาะหนี้สินทางการเงินที่มีภาระดอกเบี้ยสัดส่วนดังกล่าวจะเท่ากับ 0.5 เท่า ในปีนี้บริษัทได้ทำการ Refinance เงินกู้ระยะยาวทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง และเพื่อเป็นการรองรับแผนการลงทุนในอนาคต ในการประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุดที่ผ่านมาที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติในการออกหุ้นกู้ โดยความคืบหน้า ณ ปัจจุบัน ทางบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลบริษัท และให้เครดิตองค์กรแก่ล็อกซเล่ย์ที่ระดับ BBB+ ซึ่งเป็นเครดิตองค์กรระดับ Investment Grade นั่นหมายถึงเรามีความพร้อมในเรื่องแหล่งเงินทุนทั้งจากเงินกู้และหุ้นกู้ ทำให้บริษัทมีทางเลือกมากขึ้นซึ่งส่งผลดีในด้านต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง  จากจุดแข็งของสายงานเทคโนโลยี สายงานธุรกิจการค้า และสายงานธุรกิจบริการจะเป็นปัจจัยในการผลักดันการเติบโตขึ้นของรายได้ โดยมีสายงานธุรกิจร่วมทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพในดำเนินงานทั้งความสามารถในการทำกำไรและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จะเป็นตัวผลักดันกำไรที่เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง รวมทั้งการเติบโตในสองถึงสามปีข้างหน้า.